> รัฐพร้อมรับมือแค่ไหน? โควิด-19ระบาดรอบสอง - Dropstime o que significa do your homework em portugues can you pay someone to write your thesis can i write a general cover letter jobs linked to creative writing grade 3 creative writing activities who can help you write a business plan mit open course creative writing essay about how to help the environment barclays will writing service premier life creative writing prompts finish the story texas tech creative writing phd quiz on creative writing harvard college writing center developing a thesis diploma in creative writing in english ignou admission 2020 hong kong baptist university creative writing creative writing story 1000 words creative writing jobs in maine short essay on god helps those who help themselves lindenwood creative writing mfa creative writing fellowships uk college essay writing service near me border design for creative writing essay paper help traduce do your homework best fonts for creative writing

รัฐพร้อมรับมือแค่ไหน? โควิด-19ระบาดรอบสอง

เคราะห์ร้าย… กรรมซัด!! จริง ๆ สำหรับประเทศไทย หลังจากการแพร่ระบาดรอบใหม่ของไวรัสโควิด-19 โจมตีอย่างหนักเมื่อกลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา บรรยากาศแห่งการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีต้องหดตัวเงียบเหงาจนน่าใจหาย

เคราะห์ร้าย… กรรมซัด!! จริง ๆ สำหรับประเทศไทย หลังจากการแพร่ระบาดรอบใหม่ของไวรัสโควิด-19 โจมตีอย่างหนักเมื่อกลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา จนทำให้บรรยากาศสนุกสนาน บรรยากาศแห่งการจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีต้องหดตัวเงียบเหงาจนน่าใจหาย

ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่บรรดากูรู บรรดาผู้รู้ ต่างทำนายทายทัก และย้ำเตือนให้คนไทยทั้งประเทศต้อง “ตระหนัก” แต่!สุดท้ายดูเหมือนว่าคำเตือนของกูรูของผู้รู้ ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

ด้วยเหตุนี้!! ประเทศไทย จึงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้…ว่ากันตามข้อเท็จจริง ก็ไม่มีใครรู้ได้หรอกว่าใครจะติดเชื้อ ใครไม่ติดเชื้อ ใครเป็นผู้แพร่ระบาด หรือใครไม่ใช่ผู้แพร่ระบาด เพราะไม่มีใครสามารถมองเห็นเชื้อไวรัสร้ายนี้ได้

แต่การระมัดระวังตัวเอง ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องกระทำอย่างต่อเนื่องตามที่ฝ่ายสาธารณสุขได้ออกมาบอกกล่าวอย่างสม่ำเสมอว่า “การ์ดอย่าตก”

ในเมื่อทุกอย่างเป็นไปแล้ว จะเรียกร้องเสกสรรปั้นแต่งให้กลับมาเป็นเหมือนเดิม ก็คงทำไม่ได้ จากนี้ไปการดำเนินการจึงได้แต่ “เข้มงวด” และ “เข้มข้น” เพิ่มมากขึ้น ด้วยคาดหมายว่าต้อง “หยุดยั้ง” การแพร่ระบาดรอบใหม่ให้ได้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่ทุกอย่างจะพังพินาศ

การรอความหวังเพียงแค่ “วัคซีน” คงเป็นไปไม่ได้ เพราะกว่าวัคซีนจะมาถึงเมืองไทยก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งปีแล้ว ดังนั้นระหว่างนี้ หนทางที่ดีที่สุดคือต้องใช้วิธี “ล็อกดาวน์” ในพื้นที่ที่เสี่ยง ที่ เวลานี้ก็กำลังกระจายไปทั่วประเทศกว่า 50 จังหวัดเข้าไปแล้วเช่นกัน

เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “การล็อกดาวน์” ย่อมทำให้เกิดผลกระทบกับธุรกิจ ผู้ประกอบการ และพนักงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวเนื่อง อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจด้านการบริการ

อย่าลืมว่าการระบาดครั้งแรกในช่วงเดือนที่สองเดือนที่สามของปี ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังบรรเทากันไม่จบ ยังมีผู้คนที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย

แม้!!เวลานั้นรัฐบาลได้ออกมาตรการมาเยียวยา มาดูแลสารพัด แต่ผลกระทบยังไม่จางหาย หลายคนกลายเป็นคนเคยมี… คนเคยรวย… และเมื่อเกิดการระบาดรอบใหม่เช่นนี้ ผลกระทบที่ตามมาจะหนักหนาสาหัสเพียงใด?

คำถาม? คือ …รัฐบาลเตรียมการรับมือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไว้มากน้อยเพียงใด การสั่งปิดสถานบริการในหลาย ๆ แห่งหลาย ๆ จังหวัด แม้เป็นเพียง 7 วัน 10 วันแต่นั่นก็หมายถึง…การขาดรายได้!!

ต่อให้วงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 64 ที่กำลังนำออกมาใช้นั้น เพียงพอกับการรับมือรับสถานการณ์ก็จริง

แต่ปัญหา? อยู่ที่ว่าการดำเนินมาตรการของรัฐมักออกมาตามหลังปัญหาที่เกิดขึ้นไปแล้ว เวลานี้เชื่อได้ว่าทุกคนคงต้องการความ “เชื่อมั่น” ในทุกด้าน จากผู้บริหารประเทศ หากมาช้า!! ก็เท่ากับว่าเป็นการซ้ำเติมความบอบช้ำของประชาชนคนไทยมากยิ่งขึ้น

ที่สำคัญ “ความเชื่อมั่น” ก็ต้องถ่ายทอดออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่คนทั้งประเทศเข้าใจได้โดยไม่ต้องแปลความแปลความหมาย เช่นเดียวกับมาตรการช่วยเหลือก็ต้องครอบคลุม ไม่ “โกลาหล” เหมือนที่ผ่านมาอีก

หลายคนคาดเดากันว่า ในปีนี้ ในปี “วัวทอง” ที่กว่าจะมาถึงต้องใช้เวลานานถึง 60 ปี ตามโหราศาสตร์ของแดนมังกร จะเป็นปีที่ดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น สังคม การเมืองดีขึ้น

แต่สัญญาณที่เกิดขึ้น อาจกลายเป็นการทำลายความหวัง จนคำพูดที่ว่า “เผาจริง” กลับมาอีกระลอก การคาดการณ์ที่เศรษฐกิจจะกลับมาเป็นบวก 3.5-4.5% ในปีนี้ อาจต้องแปรเปลี่ยน

รัฐบาลได้ตั้งงบประมาณแบบขาดดุลมานานเป็นสิบปี เพราะรายได้ที่เข้ามามีไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไป ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกแทบจะหยุดนิ่ง การหวังให้ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยจำนวนมหาศาล คงเป็นเรื่องยากที่เกิดขึ้นได้

การหวังรายได้จากการส่งออก แม้เริ่มมีทิศทางมีสัญญาณดีขึ้น แต่นั่น…ยังไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิม หรือรายได้จากการท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ตราบใดที่การระบาดของไวรัสโควิด ยังไม่หมดไปจากโลกใบนี้ ก็ไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมเช่นกัน

ส่วนการปลุกปั้นปั่นเศรษฐกิจในประเทศ ตราบใดที่เศรษฐกิจโลกยังไม่กลับเข้าสู่ปกติ ก็เป็นไปได้ยากลำบากเช่นกัน เพราะต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล ต่อให้พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่งก็ตาม

เอาเป็นว่า…ต่อจากนี้คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่ารัฐบาลจะออกมาตรการรับมือการระบาดรอบสองทันการณ์หรือไม่?
………………………………………
คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน
โดย “ช่อชมพู”