> วัคซีนร้อนสุมไฟการเมือง วิกฤติศรัทธาเดิมพันประเทศ! - Dropstime creative writing about a memorable weekend how does a business plan help raise finance my city creative writing gcse english creative writing questions essay using chronological order description of a dragon creative writing antioch university los angeles mfa creative writing writing custom events in c# creative writing on hard work is the key to success creative writing then and now creative writing improvement nyu mfa creative writing part time case study on order management system primary homework help celtic roundhouse creative writing milwaukee best blog platform for creative writing creative writing injustice creative writing picture prompts ks2 minnesota state university mankato mfa creative writing thesis statement college athletes getting paid does homework help you remember professional essay writers uk cheapest essay writing service usa pictures for creative writing ks2 compare and contrast creative writing and technical writing

วัคซีนร้อนสุมไฟการเมือง วิกฤติศรัทธาเดิมพันประเทศ!


ถ้า “บิ๊กตู่” เลือกอยู่บน “บัลลังก์อำนาจ” โดยอาศัยเสียงสนับสนุนจากนั่งร้านอำนาจเพียงอย่างเดียว โดยไร้ศรัทธาประชาชนแล้ว วิกฤติครั้งนี้ก็จะพากันล่มไปทั้งประเทศ
หน้าแรก ข่าวเดลินิวส์ การเมือง
วัคซีนร้อนสุมไฟการเมือง วิกฤติศรัทธาเดิมพันประเทศ!
ถ้า “บิ๊กตู่” เลือกอยู่บน “บัลลังก์อำนาจ” โดยอาศัยเสียงสนับสนุนจากนั่งร้านอำนาจเพียงอย่างเดียว โดยไร้ศรัทธาประชาชนแล้ว วิกฤติครั้งนี้ก็จะพากันล่มไปทั้งประเทศ
อาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม 2564 เวลา 07.00 น.

วัคซีนร้อนสุมไฟการเมือง วิกฤติศรัทธาเดิมพันประเทศ!
เรียกได้ว่ายังคงร้อนแรงไม่หยุด สำหรับสถานการณ์โควิด-19 ที่มียอดผู้ติดเชื้อรายใหม่แบบคุมไม่อยู่ ยอดผู้เสียชีวิตรายวันพุ่งสูงทำสถิติยอดนิวไฮเพิ่มขึ้นทุกวัน สภาพเหมือนกับวิกฤติศรัทธา “รัฐบาลบิ๊กตู่” ที่ลดต่ำเข้าขันวิกฤติแบบคุมไม่อยู่เช่นกัน

ท่ามกลางเสียงเรียกร้องที่สะท้อนถึงความต้องการวัคซีนโควิด-19 ที่ดังระงมทั่วประเทศ สวนทางกับการบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาลที่เป็นไปอย่างสับสนอลหม่าน ล่าสุดกรณี “หมอพร้อม” ที่เริ่มวางแผนฉีดวัคซีน โดยกระทรวงสาธารณสุข โดยมุ่งเป้าฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป กับกลุ่มผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง ที่มีจำนวน 16 ล้านคน ด้วยเหตุผลที่ว่าหากคนกลุ่มนี้ติดเชื้อโดยไม่ได้รับวัคซีนจะมีโอกาสที่เสียชีวิตสูงกว่าคนปกติ จนทำให้มียอดลงทะเบียนตามการรณรงค์ของรัฐบาลแล้วกว่า 7,944,411 ราย

แต่แล้วก็เหมือนสายฟ้าฟาด เมื่อ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กลับลำทันเปลี่ยนใจ ปรับการจัดสรรวัคซีนแบบใหม่ใหม่ โดยมุ่งเป้าฉีดวัคซีนให้ประชาชนในพื้นที่สีแดงแบบปูพรม เพื่อเป็นการหยุดการแพร่เชื้อ ด้วยมองว่าโจทย์ที่เรามีวัคซีนจำนวนไม่มาก ควรจัดสรรในพื้นที่สีแดงที่มีการระบาดรุนแรงก่อน เพราะหากจัดสรรวัคซีนเพื่อฉีดในจังหวัดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อไม่มีการแพร่ระบาด อาจจะไม่ช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดได้

งานนี้ก็ทำให้เกิดปรากฎการณ์ “ความอึมครึมในการจัดสรรวัคซีน” ด้วยมีความไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จึงส่งผลให้ความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลลดน้อยลงไปทุกขณะ จุดนี้เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง หากถึงจุดหนึ่งที่ประชาชนทั้งประเทศหมดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลแล้ว เมื่อนั้นเหตุการณ์วิกฤติโควิด-19 ที่รุนแรง ซึ่งเคยเกิดขึ้นในประเทศอินเดียอาจจะเกิดในประเทศไทยซ้ำสอง

นอกจากนั้นยังเกิดปรากฎการณ์ “ความอึมครึมทางการเมือง” ตามมา ทั้งกรณีความสัมพันธ์พรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งล่าสุด “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ออกมาพูดถึงข้อเสนอให้ถอนตัวจากรัฐบาล ของกลุ่ม “ไทยไม่ทน” ว่ายังทำงานได้อยู่ และโยนคำถามไปที่ “บิ๊กตู่” ว่าพรรคภูมิใจไทยมีความหมายหรือไม่ในการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพราะถ้าไม่มีความหมายก็ค่อยว่ากัน

รวมทั้ง “หมอตี๋” สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข ที่ออกมาบอกว่า ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา โดยเฉพาะการสื่อสารกับประชาชน และอยากให้ ศบค.ชี้แจงสังคมให้ชัดเจนว่าเปลี่ยนการลงทะเบียนอย่างไร และประชาชนต้องปฏิบัติอย่างไร พร้อมแง้มว่ามีปัญหาการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในการจัดสรรวัคซีน

จุดนี้ถือว่าเป็น “จุดวิกฤติ” ที่รัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจกับประชาชน อย่าให้เข้าใจได้ว่ามีการแย่งวัคซีนกันเพื่อไปบริหารในกลุ่มการเมือง จัดให้กลุ่มคนของตัวเองเป็นหลัก เพื่อสร้างความนิยมทางการเมืองของตัวเอง

ดังนั้นทั้งหมดทั้งมวล “วัคซีน” คือคำตอบที่จะหยุดเชื้อและควบคุมการแพร่ระบาดได้ แต่ความมั่นใจของประชาชนกลับลดน้อยลงทุกขณะ จากการที่ “วัคซีนแอสตราเซเนกา” จัดส่งวัคซีนให้รัฐบาลไม่ได้เป็นไปตามกำหนด จนเกิดความโกลาหลขึ้นต้องเลื่อนหารฉีดวัคซีนกันหลายราย และยังจะต้องมารอลุ้นอีกว่าในเดือน มิ.ย.นี้ “วัคซีนแอสตราเซเนกา” จะถูกจัดส่งถึงมือรัฐบาลได้ตามแผนหรือไม่ หากหากท้ายที่สุดแล้วมีเหตุให้วัคซีนล๊อตแรกจากแอสตราเซเนกาจัดส่งล่าช้าออกไปอีก ก็จะยิ่งลดทอนความเชื่อมั่นของรัฐบาลลงไปอีก

ขณะที่คำถามที่ยังไม่มีคำตอบเรื่อง “วัคซีนทางเลือก” ให้ดังมากยิ่งขึ้น ซึ่งล่าสุดราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ออกประกาศในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เกี่ยวกับการจัดหา นำเข้า ยา-วัคซีน บริการการแพทย์ ในช่วงโควิด-19 ซึ่งจะช่วยจัดหาวัคซีนให้กับประเทศ โดยแนวทางการจัดสรรและนำเข้าวัคซีนวัคซีนซิโนฟาร์ม เป็นวัคซีนทางเลือก

จนสุดท้ายกลายเป็นว่า คนไทยทั้งประเทศต้องฝากความหวังเรื่องการจัดหาวัคซีนทางเลือกไว้กับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ มากกว่าที่จะฝากความหวังกับรัฐบาลเหมือนที่ผ่านมา

อีกปัจจัยที่จะฉุดความเชื่อมั่น “รัฐบาล” ให้ลดต่ำใกล้จุดวิกฤติ ก็หนีไม่พ้นเวทีสภาที่ทุกฝ่ายต่างจ้องปะฉะดะกัน โดยหมุดหมายที่สำคัญคือการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ในวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ และตามด้วยเรื่องที่ร้อนไม่แพ้กันอย่าง พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม ในวงเงิน 5 แสนล้านบาท หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ที่รอจ่อคิวพิจารณาต่อจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 หากกฎหมายทั้ง 2 ฉบับเข้าสู่สภา ก็จะส่งผลให้อุณหภูมิทางการเมืองร้อนแรงมากยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ขณะที่บรรยากาศวันแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เปิดเทอมการเมืองก็เต็มไปด้วยความอลหม่าน เนื่องจากมีมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มข้น โดยบุคคลที่จะเข้ามาภายในอาคารรัฐสภาจะต้องมีบัตรประจำตัวและต้องเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการประชุมเท่านั้น รวมถึงต้องกรอกแบบคัดกรองเชื้อโควิดก่อนล่วงหน้า ซึ่งจะมีคำถามที่ระบุชัดถึงการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 รวมถึงสแกนแอปพลิเคชั่นไทยชนะ หมอชนะ มีการตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้ามาภายใน สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา และรักษาระยะห่าง ขึ้นลิฟท์ไม่เกิน 6 คน ขณะที่ในส่วนของ ส.ส.จะไม่อนุญาตให้ถอดหน้ากากอนามัยระหว่างการอภิปรายในห้องประชุม

นอกจากนั้นอีกปัจจัยที่จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล ก็หนีไม่พ้นปัญหาที่ใกล้ตัวประชาชนที่สุด อย่างปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งตอนนี้ประชาชนส่วนใหญ่เงินในกระเป๋าแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว และยังเสี่ยงจะต้องเจอกับปัญหาเศรษฐกิจที่รอถล่มซ้ำเติมในอนาคต หากรัฐบาลไม่สามารถใช้เงินกู้ทั้งที่กู้มาแล้ว และกำลังจะกู้ในอนาคต ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างที่ควรจะเป็น

แม้งานนี้ “ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลบิ๊กตู่” จะออกมาชี้แจงแนวทางการใช้จ่ายเงินกู้วงเงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งมุ่งเน้นในด้านสาธารณสุข การเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเชื่อมั่นว่าจะมีผลทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 64-65 สามารถขยายตัวได้เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5% แต่หากสุดท้ายแล้วรัฐบาลยังใช้เงินไปกับการแจกเฉพาะหน้าอย่างที่ผ่านมา ก็อาจจะเป็นการซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ให้สาหัสมากยิ่งขึ้น

จากปัจจัยทางการเมืองทั้งหมดทั้งมวล หากรัฐบาลจะมัวแต่ยึดตัวเลข ส.ส. ของพรรคร่วมรัฐบาล โดยหวังว่าจะกอดคอในสภา ใช้มือโหวตในสภาให้ผ่านไปได้ ก็คงจะเป็นเรื่องที่ชะล่าใจจนเกินไป เพราะจากการเปิดสภาวันแรก ก็เริ่มมีเสียงนินทาจากพรรคร่วมรัฐบาล ที่แอบซุบซิบกันและต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอีกไม่นาน จะต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องมีแน่นอน

สุดท้ายแล้ว…สถานการณ์ตอนนี้ “รัฐบาลบิ๊กตู่” จะต้องกอบกู้ศรัทธาประชาชนโดยเร็ว ด้วยการบริหารจัดการสถานการณ์อย่างที่ประชาชนอยากเห็น ควรสื่อสารประชาชนให้เข้าใจ ลดความสับสน เพราะถ้า “บิ๊กตู่” เลือกอยู่บน “บัลลังก์อำนาจ” โดยอาศัยเสียงสนับสนุนจากนั่งร้านอำนาจเพียงอย่างเดียว โดยไร้ศรัทธาประชาชนแล้ว วิกฤติครั้งนี้ก็จะพากันล่มไปทั้งประเทศ.