> 'หนทางสลัดทุกข์' คำสอนที่ทำได้จริง รับ 'วันวิสาขบูชา' - Dropstime creative writing volunteer opportunities paid essay writers how to help my child with creative writing describing old man creative writing creative writing about meeting someone building blocks of creative writing purpose of doing research paper creative writing workshop in mumbai creative writing online course uk creative writing my hobby essay supply chain management homework help essay writing website uk thesis maker in the philippines creative writing barcelona aqa creative writing mark scheme gcse business plan writers uk how to make doing your homework fun help me write my thesis statement pay someone to write college essay creative writing csulb story prompts creative writing what time do your homework creative writing mfa scotland help writing college research paper university canberra creative writing

‘หนทางสลัดทุกข์’ คำสอนที่ทำได้จริง รับ ‘วันวิสาขบูชา’

เนื่องใน “วันวิสาขบูชา 2564” ลองทบทวน ปฎิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ความเป็นจริงที่ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง
คงเคยได้ยินบ่อยๆ ว่า ฉันเป็นพุทธโดยทะเบียนบ้าน ฉันไม่นับถือศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น ฯลฯ

เรื่องเหล่านี้ ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี แนวทางพุทธที่พระพุทธเจ้าสอน ก็คือ ธรรมชาติที่มีอยู่ และเป็นอยู่ เพียงแต่ใครหรือผู้ใดจะ”รู้ เห็น เป็น จริง” แล้วนำมาใช้กับชีวิต

เนื่องในวันสำคัญทางพุทธศาสนา วันวิสาขบูชา ลองกลับมาทบทวนตัวเองแบบชาวพุทธที่รู้เท่าทันมายาคติของโลกใบนี้

และนี่คือ ทัศนะของคนตัวเล็กๆ ที่เกี่ยวโยงกับทางธรรม ทั้งผู้ใฝ่รู้ และผู้เห็นธรรมในธรรมชาติ

แค่ปลายจมูก ก็ช่วยได้

อีกเรื่องราวคนใกล้วัด ตอนที่เธอเป็นเด็กหญิงตัวเล็กๆ คุณยายและคุณแม่มักจะพาไปทำบุญใส่บาตร นอนวัด ณ วันนี้ เธอจึงทำงานทางธรรมอย่างมีความสุข

สายสัมพันธ์ ปัญญศิริ (พี่สาวแม่ชีศันสนีย์) เสถียรธรรมสถาน เคยย้อนถามว่า เวลาเราทุกข์ เรากลับไปอยู่ตรงไหน

“ลมหายใจไง ลมหายใจที่อ่อนโยน ทำให้เราสบายใจมากขึ้น” เธอ เคยเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน จากนั้นเล่าต่อว่า เพราะแม่และยายสร้างรากฐานชีวิตที่มั่นคงให้เราตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเวลาทำงานอะไร เราก็มีฐานที่มั่นคง ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่รับผิดชอบทุกอย่าง แม้จะทำได้ไม่ดี ก็รู้ว่า เราต้องรับผลที่ทำ

วันพระยายต้องไปวัด เราก็ต้องไปกับยาย ยายนอนในโบสถ์ เราก็นอนกับยาย แม้ตอนนั้นเราเป็นเด็ก ไม่อยากเข้าวัด ก็ต้องไป เพราะรักยาย เราซึมซับเรื่องเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว พอโตขึ้น มีปัญหาก็เข้าวัด สงบดี” สายสัมพันธ์ หรือป้าตุ๋ม เคยเล่าถึงชีวิตที่อยู่กับธรรมให้ผู้เขียนฟัง โดยเฉพาะในช่วงวัยนี้ เมื่อมีหน้าที่ต้องดูแลความเรียบร้อยทุกอย่างในเสถียรธรรมสถาน เธอก็ทำอย่างเบิกบาน

“บางทีไม่ต้องเข้าวัดก็ได้ แต่อย่างน้อยๆ ต้องทบทวนตัวเอง สิ่งที่ทำอยู่ เป็นทุกข์หรือสุข เราต้องวิเคราะห์ตัวเองได้ และนำตัวเองออกจากทุกข์ให้ได้

ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม การกลับมาอยู่กับลมหายใจ ก็เพื่อให้รู้แจ้งว่า ในวินาทีนั้นทุกข์หรือสุข ซึ่งสำคัญกว่าการปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ โดยปราศจากสิ่งยึดเหนี่ยว

ลองสังเกตดูสิ เวลาเราเหนื่อยๆ เราค่อยๆ หายใจช้าๆ ไม่กระหือกระหอบ เรารู้ดีแค่ไหน แค่รู้สึกโล่ง โปร่ง สบายก็มั่นคงแล้ว ต้องทดลองทำ ถ้าลองปฎิบัติแล้ว ไม่ดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่าครูบาอาจารย์ไม่ดี ต้องกลับมาดูว่า เราเพียรพยายามเพียงพอไหม”

การทำตัวให้เป็นประโยชน์ และเกื้อกูลต่อคนรอบข้าง เป็นสิ่งที่’สายสัมพันธ์’ ทำอยู่ทุกวี่ทุกวัน อย่างไม่เบื่อหน่าย และเมื่อใดที่ใครมีโอกาสได้พูดคุยหรือปรึกษาเธอ ก็จะพบพาความสบายใจกลับบ้านไปด้วย

“คนที่อยากมีความสุข แล้วไปแสวงหาความทุกข์ จะสุขได้ยังไง ถ้าอยากมีความสุข ก็ต้องไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น เมื่อเห็นคนอื่นดีกว่า ก็ไม่ต้องทุกข์ อย่าหยิบความทุกข์มาใส่ตัว อย่างเราถ้าทำอะไรแล้วโปร่ง โล่ง สบาย ก็มั่นใจว่า ใช่สำหรับเรา”

ใครๆ ก็อยากเลือกความสุขทั้งนั้น แต่เมื่อใดมีความทุกข์เข้ามาเยือน สายสัมพันธ์ ย้ำกับผู้เขียนเสมอว่า ก่อนที่อารมณ์จะไปไกลกว่านั้น ให้หันกลับมาอยู่กับลมหายใจอย่างอ่อนโยน

“ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร เราต่างมีลมหายใจ นำความรู้สึกมาอยู่กับลมหายใจ ดูจิตตัวเอง หยุดคิดอกุศลทั้งหมด”