> 10 ประเด็นจัดงบฯลดลง สะท้อนความ "ล้มเหลว" - Dropstime ma creative writing lincoln university 2nd grade uil creative writing pictures undergraduate scholarships creative writing washu mfa creative writing university of guelph humber creative writing mfa best online cv writing service someone to write my essay for me pay for someone to do my homework doing business online essay video stimulus for creative writing best thesis editing software help writing small business plan creative writing for tv and new media sp ucas personal statement writing service new zealand phd creative writing mvp homework help google help me with my homework denver university creative writing phd images of boy doing homework i do your homework online creative writing stanford do my homework assignment fantasy creative writing prompts creative writing lynda city creative writing course

10 ประเด็นจัดงบฯลดลง สะท้อนความ “ล้มเหลว”


ตามเกาะติดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ที่เป็นงบประมาณ ที่ขาดดุลมากถึง 700,000 ล้านบาท ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคการเมืองฝ่ายค้านได้ออกมาท้วงติงในการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าไม่ค่อยเหมาะสม ดังนี้
ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ หลังจากทีมข่าว “1/4 Special Report” ตามเกาะติดร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ซึ่งลดลงจากปี 64 และเป็นงบประมาณที่ขาดดุลมากถึง 700,000 ล้านบาท ตามการประมาณการว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่กระเตื้อง ส่งผลทำให้จัดเก็บภาษีได้น้อย ซึ่งก่อนหน้านี้พรรคการเมืองฝ่ายค้าน โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยได้ออกมาท้วงติง และชี้ถึงความไม่ค่อยถูกต้องเหมาะสมในการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใน 10 ประเด็น ดังนี้

  1. การจัดงบประมาณปี 65 สะท้อนความ “ล้มเหลว” ของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศมา 7 ปี และกำลังเข้าสู่ปีที่ 8 แต่เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำมากมาตลอด ทำให้การเก็บรายได้ไม่เข้าเป้ามาเกือบทุกปี ส่งผลให้ต้องปรับงบประมาณในปี 65 ลดลง 1.85 แสนล้านบาท ทั้งที่ประเทศกำลังพัฒนางบประมาณต้องเพิ่มทุกปี เพื่อการลงทุน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อปรับโครงสร้างในด้านต่าง ๆ และดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่รัฐบาลต้องปรับลดงบประมาณลงจากปี 64 เพราะเศรษฐกิจไม่ดี จึงเก็บรายได้ (ภาษี) ได้น้อย แถมต้องมาออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท เป็นการเพิ่มหนี้สาธารณะเข้าไปอีก
  2. เป็นการจัดงบประมาณแบบ “เสื่อมถอย” เกิดภาวะพุ่งกระฉูดในการขาดดุลงบประมาณจาก 300,000-500,000 ล้านบาท มาเป็นการติดลบและต้องกู้ 700,000 ล้านบาท มากกว่างบลงทุนที่มีแค่ 620,000 ล้านบาท
  3. การจัดงบประมาณปี 65 และการออก พ.ร.ก.เงินกู้อีก 5 แสนล้านบาท จะทำให้ “หนี้ล้น” ประเทศ เนื่องจากหนี้สาธารณะของประเทศจะสูงขึ้นเกิน 9 ล้านล้านบาท และจะทะลุเพดานที่ 60% โดยจะมีปัญหาการใช้หนี้เพราะรัฐมีรายได้เพียง 15% ของจีดีพี ซึ่งต่ำมาก
  4. ตลอดเวลา 7-8 ปี แสดงให้เห็นถึงการใช้เงินงบประมาณอย่าง “ไม่มีประสิทธิภาพ” ภายใต้การบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ที่มีการใช้เงินงบประมาณสูงกว่า 20.8 ล้านล้านบาท แต่ภาวะเศรษฐกิจ(จีดีพี)ของประเทศ เติบโตเฉลี่ยปีละ 2.88%
  5. รัฐบาลยังจัดงบประมาณมุ่งไปที่ยุทธศาสตร์ทางด้านความมั่นคง และการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ไม่มีผลต่อเศรษฐกิจมีสัดส่วนที่สูงมาก ทั้งที่ความมั่นคงของสังคมโลกในตอนนี้คือการทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดีและอยู่รอดปลอดภัยจากไวรัสโควิด-19

แต่รัฐบาลยังวางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ไว้ด้วยงบประมาณ 387,852.3 ล้านบาท (12.51%) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน งบประมาณ 338,547.6 ล้านบาท (10.92%) ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ งบประมาณ 548,185.7 ล้านบาท (17.68%) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม งบประมาณจำนวน 733,749.6 ล้านบาท (23.67%) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม งบประมาณจำนวน 119,600.3 ล้านบาท (3.86%) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ งบประมาณจำนวน 559,357.8 ล้านบาท (18.05%)

  1. ตัดงบประมาณที่ไม่ควรตัดแต่ก็ตัด เช่น งบฯทางด้านการศึกษาของเด็กในระดับปฐมวัย-ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา งบฯกระทรวงแรง งานฯที่คนตกงานกันมากขึ้น งบฯช่วยเหลือเอสเอ็มอี งบฯเกี่ยวกับสังคมสงเคราะห์ งบฯทางด้านสาธารณสุข และงบฯหลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง)
  2. แก้ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แบบ “ผิดที่ ผิดทาง” ในการจัดสรรงบประมาณลงไปใน 3 ส่วน คือ 7.1 งบฯสาธารณสุขและการจัดหาวัคซีน ซึ่งเปรียบเสมือนคนกำลังเป็นแผลและต้องรีบห้ามเลือด 7.2 งบฯเยียวยาประชาชน เปรียบเทียบได้กับการหาผ้ากอซมาพันแผล และ 7.3 งบฯฟื้นฟูเศรษฐกิจ เหมือนกับการหายามาทาแก้แผลเป็นในตอนสุดท้าย

แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จัดสรรงบไปที่สาธารณสุขและการจัดหาวัคซีนน้อยเกินไปแค่ 30,000 ล้านบาท ทั้งที่คนกำลังเป็นแผลแต่ไม่รีบห้ามเลือด แต่รัฐบาลกลับให้ความสำคัญในการใช้งบประมาณในเรื่องของการหาผ้ากอซมาพันแผลและหายามาทาแก้แผลเป็นมากเกินไป ดังนั้นปัญหาโควิด-19 จึงระบาดไม่หยุด ถ้าปล่อยไปแบบนี้จะมีปัญหากับระบบสาธารณสุข และปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศจะซบเซาอย่างต่อเนื่อง

  1. น่าเป็นห่วงในประสิทธิภาพการใช้งบประมาณของรัฐบาลจะซ้ำรอยเดิม คือ ใช้งบประมาณประจำและเงินกู้จำนวนมาก แต่ “จีดีพี” โตน้อยกว่า “หนี้”
  2. ยังมองไม่เห็นทิศทางเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นในปี 65 เนื่องจากการฉีดวัคซีนให้กระจายและครอบคลุมเป็นไปอย่างล่าช้า ธุรกิจการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่ทัน ในขณะที่คนไทยมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงเกือบ 90% ของจีดีพี ดังนั้นถ้ามีเงินหรือเริ่มมีรายได้ขึ้นมา คนจะนำเงินไปใช้หนี้ก่อน
  3. ปัญหาการเคลื่อนย้าย “แรงงาน” ตกงานจากภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ กลับไปสู่ภาคการเกษตรเป็นจำนวนมากในช่วง 1-2 ปีนี้ ยกตัวอย่างแรงงานภาคอุตสาหกรรมสามารถผลิตได้ 7 บาท แรงงานภาคบริการผลิตได้ 6 บาท แต่แรงงานภาคเกษตรผลิตได้แค่ 1 บาท ซึ่งปัญหาตรงนี้อันตรายมากสำหรับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว